Saturday, August 24

Sponsored Ad

รู้ยัง? น้ำผึ้งเป็นยาอายุวัฒนะ แต่ถ้าใช้ผิดก็ให้โทษได้!

 

น้ำผึ้งเป็นผลผลิตจากธรรมชาติที่อุดมด้วยคุณประโยชน์มากมาย จัดเป็นยาอายุวัฒนะที่ช่วยรักษาแผลไฟไหม้ น้ำร้อนลวก ผิวแห้งแตกจากการปะทะลมเย็น บรรดาสาวๆเองก็ชอบใช้น้ำผึ้งกันอยู่ไม่น้อย แต่ใช่ว่าน้ำผึ้งจะเหมาะกับทุกคนเสมอไป แล้วใครบ้างล่ะที่ควรใช้และไม่ควรใช้ วันนี้เรามีข้อมูลจากแพทย์จีนนภษร แสงศิวะฤทธิ์ มาฝากกันค่ะ

ผู้ที่ไม่ควรใช้น้ำผึ้ง

1.เด็กอายุต่ำกว่า 1 ขวบ เนื่องจากกระเพาะอาหารและลำไส้ของเด็กทารกยังอ่อนแอ และการขับสารพิษของตับยังทำงานได้ไม่เต็มที่ หากทารกดื่มน้ำผึ้งที่มีการปนเปื้อนสเปอร์ของเชื้อแบคทีเรียคลอสทริเดียม (Clostridium Botulinum) ซึ่งสามารถเจริญเติบโตได้ดีในอุณหภูมิต่ำกว่า 100 องศาเซลเซียส และสามรถสร้างสารพิษโบทูลินัม (Botulinum Toxin) ในลำไส้ ซึ่งจะทำให้ทารกเกิดอาการท้องผูก อ่อนแรง หายใจลำบาก คลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง และอาจรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้ จึงไม่แนะนำให้เด็กอายุต่ำกว่า 1 ขวบดื่มน้ำผึ้ง

2.ผู้ป่วยเบาหวาน น้ำผึ้ง 100 กรัม ประกอบด้วยน้ำตาลฟรักโทสร้อยละ 40 น้ำตาลกลูโคสร้อยละ 35 น้ำตาลมอลโทสร้อยละ 1 น้ำตาลซูโครสร้อยละ 2 โดยน้ำตาลฟรักโทสและกลูโคสที่เป็นส่วนประกอบหลักของน้ำผึ้ง ล้วนเป็นน้ำตาลโมเลกุลเดี่ยว จึงสามารถดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดได้เลย โดยไม่ต้องผ่านกระบวนการย่อย ดังนั้นเมื่อกินน้ำผึ้งย่อมทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยเบาหวานเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว และหากกินปริมาณมากอาจเป็นอันตรายต่อร่างกาย

3.ผู้ที่มีอาการหวัดจากปัจจัยภายนอก น้ำผึ้งมีฤทธิ์บำรุง ช่วยให้ปอดชุ่มชื้น บรรเทาอาการไอแบบแห้งๆ สำหรับผู้ป่วยที่มีภาวะปอดแห้ง ไม่มีเสมหะหรือเสมหะน้อยและเหนียว ผู้ป่วยหวัดที่มีอาการเช่นนี้ ดื่มน้ำผึ้งแก้ไอได้ แต่หากเป็นหวัดที่เกิดจากปัจจัยภายนอก เช่น เปียกฝน ตากแดด ตากลม แล้วอาการไม่ดีขึ้น ไม่ควรดื่มน้ำผึ้ง เพราะจะยิ่งทำให้อาการหวัดไม่หายและกลับเป็นหนักขึ้น

น้ำผึ้งมีคุณอนันต์ แต่ก็มีโทษมหันต์ หากใช้ไม่เป็น ข้อมูลที่นำมาฝากกันจึงน่าจะช่วยให้ผู้อ่านใช้น้ำผึ้งได้อย่างปลอดภัยและได้สุขภาพ

 

วิธีกินน้ำผึ้งตามหลักแพทย์แผนจีน มีดังนี้

Sponsored Ad

1.ควรปรุงน้ำผึ้งโดยใช้อุณหภูมิไม่เกิน 60 องศาเซลเซียส เพื่อป้องกันไม่ให้สารอาหารในน้ำผึ้งสลายไป

2.ไม่ควรกินร่วมกับอาหารฤทธิ์เย็น เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดอาการท้องเสีย

3.ควรกินก่อนอาหาร 1 ชั่วโมง หลังอาหาร 2 ชั่วโมง

4.ไม่ควรกินคู่กับเต้าหู้ หน่อไม้ หัวหอม กระเทียม กุยช่าย ปลาดิบ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์

 

ที่มา: health.haijai.com

 

Sponsored Ad