Sunday, September 15

Sponsored Ad

รวมสรรพคุณและประโยชน์ของกระพังโหม สมุนไพรที่คนมักเข้าใจว่าเป็นวัชพืช

 

สมุนไพรกระพังโหม มีชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ ว่า ผักไหม (เชียงใหม่), ตะมูกปาไหล (อุดรธานี), กระเจียวเผือ (สกลนคร), เครือไส้ปลาไหล (มหาสารคาม), ตดหมูตดหมา ผักไหม (ภาคเหนือ), กระเจียวเผือ เครือไส้ปลาไหล ตะมูกปาไหล (ภาคอีสาน), กระพังโหม ตดหมูตดหมา (ภาคกลาง), ย่านพาโหม (ภาคใต้), พังโหม เป็นต้น

ลักษณะของกระพังโหม

ต้นกระพังโหม จัดเป็นพรรณไม้เถาเลื้อยประเภทล้มลุก เลื้อยพาดพันไปตามพื้นดินหรือเลื้อยพันต้นไม้อื่น ลำต้นมีขนาดเล็ก ลำต้นและใบมียางสี เมื่อขยี้ดมจะมีกลิ่นเหม็น ขยายพันธุ์ด้วยวิธีการเพาะเมล็ดและการเพาะต้นอ่อน พบขึ้นทั่วไปในป่าธรรมชาติ เช่น ป่าผสมผลัดใบ ป่าเต็งรัง บริเวณในสวนต่าง ๆ หรือในที่รกร้างว่างเปล่าทั่วไป

ใบกระพังโหม ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเป็นคู่ตรงข้ามกัน แผ่นใบเป็นสีเขียว เนื้อใบบาง เส้นใบโค้งจรดกันที่ใกล้ ๆ ขอบใบ ก้านใบสั้น

ดอกกระพังโหม ออกดอกเป็นช่อดอกเล็ก ๆ โดยจะออกตามซอกใบหรือโคนก้านใบ มีช่อละประมาณ 2-3 ดอก กลีบเลี้ยงดอกจะมี 5 กลีบ มีขนาดเล็ก ปลายกลีบแยกกัน กลีบด้านนอกเป็นสีขาว ส่วนกลีบด้านในเป็นสีม่วงแดงหรือสีชมพูประด้วยสีม่วงจุดสีน้ำตาล ดอกมีเกสรเพศผู้ 5 อัน และเกสรเพศเมีย 1 อัน อยู่ตรงกลาง

ผลกระพังโหม ผลมีลักษณะกลม ผลอ่อนเป็นสีเขียว เมื่อแก่จะเป็นสีน้ำตาล

หมายเหตุ : กระพังโหมมีอยู่ด้วยกันหลายสายพันธุ์ เช่น ชนิดใบใหญ่ ลักษณะของใบจะเป็นรูปไข่ มีขนสั้นขึ้นปกคลุม เรียกว่า “กระพังโหมใหญ่” หรือ “ตดหมู“, ชนิดใบเล็ก ลักษณะของใบจะมีลักษณะเป็นรูปเรียวยาวหรือรูปหอก เรียกว่า “กระพังโหมเล็ก” หรือ “ตดหมา“, ชนิดใบใหญ่ไม่มียางไม่มีขน มีกลิ่นเหม็นอ่อน ๆ เรียกว่า “ย่านพาโหม” ส่วนกระพังโหมแท้ ๆ ต้องเป็นชนิดที่เด็ดใบและเถาสด ๆ จะมียางออกมา ส่วนชนิดที่ไม่มียางจะเรียกว่า “ย่านพาโหม“

Sponsored Ad

สรรพคุณของกระพังโหม

  1. ใบและเถาสดมีกลิ่นเหม็น ใช้กินเป็นยาอายุวัฒนะ แก้ธาตุพิการ แก้ตานซาง แก้ดีรั่ว ช่วยเจริญอาหาร
  2. ใบสดใช้ตำพอกอุดรูฟันแก้ปวดฟันและแก้รำมะนาด ส่วนผลก็มีสรรพคุณช่วยแก้ปวดฟันเช่นกัน และใช้ทาฟันให้เป็นสีดำ
  3. ใช้เป็นยารักษาอาการอักเสบบริเวณปากและคอ (ทั้งต้น)
  4. ใบและเถาใช้กินเป็นยาแก้ไข้ แก้ตัวร้อน ส่วนทั้งต้นใช้เป็นยาแก้ไข้รากสาด ใช้ต้มดื่มแก้พิษไข้  เมื่อเวลาเป็นไข้ให้ใช้น้ำต้มจากเถาหรือใบ นำมาใช้เช็ดตัวหรือนำผ้าสะอาดชุบน้ำต้มมาวางไว้บนศีรษะ ก็จะทำให้อาการไข้ลดลงได้เป็นอย่างดี
  5. รากสดใช้ฝนกับน้ำหยอดตาแก้พิษ แก้ตาฟาง ตาแฉะ ตามัวได้ดีมาก ในสมัยก่อนนิยมใช้กันอย่างแพร่หลาย
  6. ช่วยทำให้อาเจียน ด้วยการใช้รากหรือเปลือกนำมาต้มกับน้ำดื่ม
  7. ทั้งต้นใช้ปรุงเป็นยาขับน้ำนม
  8. ใช้เป็นยาแก้ท้องเสีย ซึ่งจากการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ พบว่าสารสกัดจากกระพังโหมสามารถแก้อาการท้องเสียได้อย่างมีประสิทธิภาพ (ใบและเถา, ทั้งต้น)
  9. ใช้เป็นยาแก้บิด
  10. ใบและเถาใช้เป็นยาขับลม เป็นยาระบายอ่อน ๆ ในภาคอีสานถ้ามีอาการท้องอืด เมื่อกินยอดกระพังโหมจะช่วยขับลมได้เป็นอย่างดี ส่วนน้ำต้มจากรากก็มีสรรพคุณเป็นยาขับลมด้วยเช่นกัน
  11. ใช้เป็นยาขับพยาธิไส้เดือนในเด็ก (ใบและเถา)
  12. ทั้งต้นใช้ต้มดื่มเป็นยาขับปัสสาวะ ช่วยถอนพิษต่าง ๆ หมอยาพื้นบ้านในประเทศฟิลิปปินส์จะนำใบมาต้มและนำมาตำให้แหลก แล้วนำมาโปะลงบนท้องจะช่วยแก้ปัสสาวะขัด ทำให้สามารถขับปัสสาวะออกมาได้ นอกจากนี้ถ้านำใบมาต้มดื่มก็ช่วยขับนิ่วออกจากกระเพาะปัสสาวะได้ด้วย
  13. ใช้เป็นยารักษาโรคเริม โรคงูสวัด (ไม่ระบุส่วนที่ใช้)
  14. รากใช้เป็นยาแก้โรคดีซ่าน
  15. ใช้เป็นยารักษาบาดแผล (ใบและเถา, ทั้งต้น)
  16. ใช้ใบหรือทั้งต้นรวมรากแบบสดบดให้ละเอียดใช้เป็นยาทาหรือตำพอกบาดแผลที่ถูกงูกัด จะเป็นยาถอนพิษ ก่อนนำผู้ถูกงูกัดไปพบแพทย์
  17. แก้ปวดแสบปวดร้อนที่ผิวหนัง
  18. หมอยาพื้นบ้านในประเทศฟิลิปปินส์จะใช้น้ำต้มจากใบนำมาอาบเป็นยารักษาโรคไขข้อ
  19. นอกจากนี้ยังใช้กระพังโหมเป็นยาใช้ถอนพิษสุรายาสูบ พิษจากอาหาร (ไม่ระบุส่วนที่ใช้)

ประโยชน์ของกระพังโหม

  1. ยอดอ่อน ใบอ่อน และดอก สามารถนำมารับประทานเป็นผักได้ มีรสขมกลิ่นเหม็นเขียว (กลิ่นหอม) มีสรรพคุณช่วยระบายความร้อนในร่างกาย โดยจะออกยอดมากในช่วงฤดูฝน บ้างมีจำหน่ายในตลาดสดในบางท้องถิ่น ทางภาคเหนือ ภาคอีสาน และภาคใต้ จะใช้ยอดอ่อนและใบอ่อนเป็นผักสดรับประทานร่วมกับน้ำพริก ชาวอีสานใช้รับประทานร่วมกับลาบก้อย ส่วนชาวใต้จะนำไปซอยให้ละเอียดเป็นผักที่ใช้ผสมปรุงเป็นข้าวยำ ส่วนดอกจะมีการรับประทานเป็นผักสดในบางท้องที่ แต่ก็ไม่เป็นที่นิยมมากนัก บางคนจะใช้น้ำคั้นจากเถาและใบมาผสมปรุงเป็นขนมขี้หนู เพื่อให้ขนมขี้หนูเป็นสีเขียว[1] ส่วนในอินเดียจะนำมาปรุงในซุปเพื่อช่วยบำรุงกำลังให้คนชราที่ฟื้นไข้หรือคนชรากิน
  2. ชาวบ้านจะนิยมนำต้นกระพังโหมมาปลูกไว้ใกล้ ๆ บริเวณบ้านเพื่อเก็บมารับประทานได้สะดวก (แต่การปลูกควรทำร้านให้เลื้อยหรือปลูกบริเวณริมรั้ว)
  3. เกษตรกรที่เลี้ยงหมู มีการใช้สมุนไพรชนิดนี้เป็นยาลดไข้ด้วย ด้วยการดึงเอาเถามาทุบให้พอแหลกหรือให้มีน้ำออกมา แล้วเอาเถานั้นมาลูบไปตามตัวหมูที่เป็นไข้ จะทำให้ไข้ของหมูลดลง
  4. ใช้เป็นยาถ่ายพยาธิในสัตว์เลี้ยง
  5. ในประเทศอินเดียมีการพัฒนากระบวนการผลิตน้ำมันจากสมุนไพรชนิดนี้มาใช้เป็นยาทาแก้ปวดข้อและปวดหลัง

 

 

ที่มา: medthai.com

Sponsored Ad